หนูยังไหวแม่ >,,<

posted on 15 Nov 2011 19:52 by chntr-tangmo

เมื่อวานแม่โทรมาหาตอนสองทุ่ม ซึ่งตอนแรกเราก็กะจะโทรหาแม่อยู่แล้ว แต่กะเวลาสักสองทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่แม่ใกล้เข้านอนแล้ว เราจะได้คุยกะแม่ก่อนนอน เราคิดไว้อย่างนั้น แต่เพราะเรามัวแต่ดูแข่งแบดมินตันซีเกมส์อยู่ พอดูเสร็จแม่ก็โทรมาพอดี

คำถามแรกที่แม่ถามเราคือ ทำไมไม่โทหาแม่เลย เราก็ ห๊า ก็เราเพิ่งโทไปเมื่อไม่กี่วันเองนี่นา แม่จำผิดป่าวหว่า ??? ก็เลยตอบแม่ว่า ไม่ได้โทเลยหรอ เป็นไปได้ไง แม่ก็ถามต่อ ทานข้าวยัง เราก็ถามแม่กลับ ทานเรียบร้อยแล้ว แม่หล่ะ แม่ก็ทานแล้ว อาบน้ำยัง อาบแล้ว แม่ก็ถามกลับ เราหล่ะอาบยัง เราก็ตอบว่า ยัง เพิ่งทานข้าวเสด

แล้วแม่ก็ต่อด้วยคำถามว่า น้ำท่วมยัง เราก็ตอบว่ายัง ยอมรับนะว่าเป็นคำถามที่เบื่อมากที่แม่จะต้องถามเราทุกครั้งที่คุยกัน เราคิดว่า ถ้ามันท่วม เราก็จะบอกแม่เป็นคนแรกอยู่แล้วแหละ แม่ไม่ต้องถามหรอก ถามอยู่ได้ ถามทุกวัน แรกๆ ถึงขั้นขึ้นเสียงกะแม่ด้วย InnocentInnocent เพราะตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆที่มันจะมาหรือไม่มา ยอมรับเลยว่าเครียด จนตอนนี้ แม่ได้เปลี่ยนรูปแบบคำถามใหม่ว่า ยังไม่ท่วมใช่ไม๊ลูก เราก็ ค๊าแม่ คลองใกล้บ้านลูกนี่แหละ ที่คอยระบายน้ำอยู่ทุกวัน แม่ก็แบบ อ๋อ คลองบางซื่อ ใช่ไม๊ลูก เราแบบ เฮ้ย แม่รู้จักได้ไง แม่บอก แม่ก็ติดตามข่าวบ้างสิลูก ยอมรับเลยว่าแม่คงเป็นห่วงเราจริงๆ เพราะเมื่อก่อนแม่ยังจำผิดจำถูกเลยกะอี่แค่ชื่อที่ทำงานลูก แต่เดี๋ยวนี้ จำชื่อคลองที่ไม่ใช่คลองใกล้บ้านนะฮ้า Sealed

แล้วเราก็บอกแม่ว่าเราไม่สบายอีกแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่สบายได้บ่อยขนาดนี้ เฉลี่ยน่าจะเดือนละครั้งเลยแหละ แม่ก็บอกว่า เราอ่ะไม่สบายบ่อยกว่าแม่อีกนะ แม่ทำงานหนักกว่าเราตั้งหลายเท่า โดดแดด โดนลมเยอะกว่าเราอีกนะ ยิ่งตอนนี้ที่เชียงใหม่ก็เข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัวแล้ว โหยไม่ต้องพูดเลยนะว่า อากาศตอนตี 3 จะเป็นยังไง นั่นแหละเป็นเวลาที่แม่เราตื่น หยึ๋ย แค่คิดก็หนาวแล้ว Foot in mouthFoot in mouthFoot in mouth

 

จากนั้นแม่ก็ร่ายยาวเลย แล้วกินยายัง ได้ยาจากรพ.มาป่าว ทานยาครบยัง อาบน้ำยัง ฯลฯ เราก็ตอบว่า ยัง ขี้เกียจอาบน้ำ เนี่ย ตอนนี้ก็เป็นวันนั้นของเดือนด้วย ปวดท้องมากๆเลย แม่ก็ถาม กินยาแก้ปวดท้องยัง เราก็ไม่อ่ะ ไม่กินหรอก เดี๋ยวติด แล้วเราก็

แม่ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!  ปวดหัวอ่ะ ปวดแต่เช้าละ ไม่หายซะที ปวดตรงหว่างคิ้วอะแม่ ทำไงดี แม่บอก ไปหาหมอสิ เราก็ไม่ไปอ่ะ กี่โมงแล้ว จากนั้น แม่ยังเล่าให้ฟังอีกนะว่า เพื่อนสนิทเราตอนประถม ตอนนี้ แต่งงานแล้วนะ แถมมันยังมาบอกแม่เราด้วยว่า มันท้องได้ 5 เดือนละ โฮย แซบหว่ะ ฟังเสียงแม่แล้วดูเหนื่อยมากเลย ฮือ หนูรักแม่นะ

จากนั้นแม่ก็มีคำถามเด็ดของแม่อีกคำถามหนึ่งที่จะต้องถามทุกครั้งที่คุยกัน คือ ตังค์พอใช้ไม๊ลูก ถ้าไม่พอเอาตังค์ในบัญชีแม่ไปก่อนก็ได้นะลูก เราแบบ ซึ้งอ่ะ แม่คงรู้ว่าเราใช้เงินเก่งแค่ไหน เงินเดือนอันน้อยนิดจะพอยาไส้ใหญ่ๆนี้ได้ไม๊น๊อ แล้วเราก็จะตอบแม่กลับไปเกือบทุกครั้งว่า โอ๊ย พอแม่ พอกินแค่ของตัวเองอ่ะสิ ขนาดจะส่งให้แม่ยังไม่มีอ่ะ รออีกนิดนะจ๊ะแม่ เดี๋ยวลูกคนนี้จะส่งให้แม่ทุกเดือนเลยจ้า  สัญญา CryCry

แม่ก็บอกว่า งั้นแม่นอนละนะ ลูกก็รีบอาบน้ำนอนซะแต่หัวค่ำเลยนะลูก พักผ่อนเยอะๆ ทานยาด้วย บลาๆๆๆๆๆ เราก็ ค่ะๆๆๆๆๆ ก่อนวางแม่ก็พูดออกมาว่า อยู่คนเดียว ดูแลตัวเองนะลูก ไม่มีใครดูแลนะลูก แม้จะเป็นน้ำเสียงที่เชิงเล่นๆแต่เราสัมผัสได้เลยว่า มันเต็มไปด้วยความห่วงใย เพราะหลายครั้งที่เราไม่สบาย แม่ก็จะพูดแบบนี้ น้ำเสียงของแม่ในวันนี้ มันทำให้เราเหมือนได้กลับไปนอนหนุนตักของแม่เลยจริงๆ มันอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ (เมื่อก่อนแค่ตอนอยู่หอ ถ้าเราไม่สบาย เราจะอยากกลับบ้านมากอ่ะ เพราะรู้สึกว่าถ้ากลับบ้าน แล้วมันจะหายเร็วอ่ะ ไม่รู้ว่ามีคนเป็นเหมือนเราไม๊นะ???) เราจึงบอกแม่ไปว่า แม่ก็เหมือนกันนะค่ะ แล้วแม่ก็วางไป ลองคิดย้อนกลับไป เมื่อก่อนตอนเป็นเด็ก แม่ก็จะชอบไล่เราไปอาบน้ำ เพราะเราอยากดูทีวี เราก็จะนิ่ง จนแม่ต้องทำเสียงดุ เราถึงยอมไปอาบน้ำด้วยความไม่เต็มใจนัก ไม่เข้าใจว่าทำไม เมื่อก่อนการไปอาบน้ำเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนั้น ขี้เกียจนักนะ

เมื่อก่อน ถ้าได้ยินคำพูดที่ว่า ความรักของพ่อแม่ ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว เราก็เข้าใจนะว่ามันยิ่งใหญ่ แต่ก็แบบ ไม่ซึ้ง ไม่อิน แต่พอเรามาอยู่ห่างบ้านแบบนี้ เข้าใจเลย ว่า พ่อกะแม่รักเรามากที่สุดแล้วจริงๆ ถึงเค้าจะดุจะด่าจะว่าจะตี ยังไงมันก็มาจากความรัก เมื่อก่อนแม่เราดุมาก เราก็ดื้อมาก ทำให้เราโดนตีบ่อยมาก แต่เราจำได้เลยว่าทุกครั้งที่แม่ตีเรา ไม่มีครั้งไหนที่แม่ไม่ร้องไห้ ไม่มีครั้งไหนที่แม่ไม่เสียใจ ไม่มีเลย เรารู้ว่าแม่ก็คงเจ็บไม่น้อยไปกว่าเราหรอก แม่ตีเราก็เหมือนแม่ตีหัวใจตัวเองแหละ ไม่เข้าใจเนอะ ทำไมตอนนั้นเราถึงดื้อได้ขนาดนั้น InnocentInnocent

พ่อแม่เราก็มีแต่จะแก่ตัวลงทุกวัน สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ไม่ยอมหยุดทำงาน คงเพราะไม่อยากรบกวนลูก อยากให้แม่เลิกทำงานหนัก แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอก พูดเรื่องนี้ทีไรทะเลาะกันทุกที เอางี้ละกัน ต่อไปนี้สัญญาว่าทุกอย่างที่ทำ หนูจะทำเพื่อพ่อแม่ ถ้าจะทำอะไรหนูจะคิดถึงพ่อแม่ก่อนเสมอ จะไม่ทำให้พ่อแม่เดือดเนื้อร้อนใจ จะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ สัญญาค่ะ

เราเคยถามแม่ว่า น้อยใจไม๊ ที่ลูกมีงานทำแล้วแต่ไม่ส่งตังค์ให้แม่ ไม่ใช่ไม่อยากให้นะ แต่ขอเวลาอีกนิด รู้ไม๊แม่เราตอบว่าไง แม่ตอบว่า ไม่หรอก ไม่เสียใจเลย แม่อยากให้ลูกมีตังค์เก็บไว้ใช้เอง แม่ก็ยังมีแรงหาเงินเองได้ ไม่เป็นไร ไว้มีค่อยให้แม่ก็ได้ เงินแม่มีเยอะแยะ นี่ยังดีนะมีลูกตั้งสองคนมาช่วยใช้ ไม่งั้นคงเป็นเศรษฐี ไปแล้วแหละ แม่หนอแม้ แม่บอกว่า แค่ลูกโทมาหาแม่ทุกวัน โทรมาบ่นให้ฟังก็ได้ แค่โทหาแม่ทุกวัน ก็ดีแล้วลูกTongue outTongue outTongue outTongue out ดูสิ แม่ต้องการจากเราแค่นี้เอง 

 เห็นมั๊ยว่า ไม่เห็นต้องไปวิ่งหาความรักที่มากมายจากใครเลย แค่เราหันหลังกลับไป เราก็จะได้ความรักที่มากมายจากผู้หญิงและผู้ชายคนนี้แล้ว พ่อ แม่ 


edit @ 15 Nov 2011 20:02:09 by Tangmo Talala

Let' Go !!!!!

posted on 29 Jul 2011 09:17 by chntr-tangmo

มีเรื่องอยู่ในหัวเยอะมาก

เรื่องงาน

เรื่องผช.

เรื่องที่ทำงาน

เขียนเรื่องงานก่อนละกันตามที่สัญญาไว้

เพราะได้งานทำแล้วค่ะ วันนี้ 29/7/11 กะลังจะเข้าไปเขียนรายละเอียด

เขียนใบสมัคร และรับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งที่จะได้ไปทำ ฮึบๆๆ สู้ๆๆ

ไว้คืนนี้ถ้าว่าง จะมาอัพอีกเด้อค่ะ 

 

วันนี้ไปที่ทำงานแล้วค่ะ

บรรยากาศ ก็โอเคนะค่ะ เพราะเคยเป็นเด็กฝึกงานของที่นี่มาแล้ว

สาธุ ขอให้มีเรื่องดีดี เกิดขึ้นแบบนี้ทุกวันเท้ออออออออออออ

 

วันนี้หมดแรงง่ะ เอาไว้พรุ่งนี้มาเขียนดีกว่า ถ้ามีเน็ตใช้นะ :(

กลับมาแล้วค่ะหลังจากที่หายไปนานมาก

เพราะไม่มีอารมณ์และเวลาเขียนเลยเนื่องจากช่วงนี้ป่วยหนัก 

เอาหล่ะ

มาเริ่มกันดีกว่า

ที่ทำงานของเรา เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางของรัฐ

เราทำงานในแผนกกิจกรรมบำบัด

สงสัยแล้วสินะว่า “กิจกรรมบำบัด” คือ อะไร

เอาเป็นว่าเราขออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ นะ

สมมุติว่า นางสาวเอ ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองแตก

แล้วทำให้มีอาการอัมพาตซีกขวา แขนขวาไม่มีแรง

ทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน เช่น กินข้าว แปรงฟัน อาบน้ำ ฯลฯ ได้

ดังนั้น นักกิจกรรมบำบัดจึงต้องวิเคราะห์กิจกรรมและใช้กิจกรรมต่างๆ

ที่จะช่วยให้แขนขวาของนางสาวเอกลับมามีแรง

เช่น กิจกรรมที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

เพื่อทำให้นางสาวเอ สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวัน

เออ ไม่รู้ว่า อธิบายไปแล้วจะเข้าใจรึเปล่านะ -*-

 

ส่วนเรื่องบรรยากาศที่ทำงาน ก็โอเคเลยนะ พี่พี่ให้การต้อนรับดี

เราสัมผัสได้ถึงมิตรภาพในการทำงานเลยหล่ะ แค่เริ่มต้น ก็ดีขนาดนี้

ต่อไปต้องดีกว่านี้แน่เลย ^^

ไม่มีการแบ่งชนชั้น ว่าใครเป็นหมอ หรือใครเป็นอะไร

เราสามารถทานข้าวโต๊ะเดียวกันกันเลยนะ

โดยเฉพาะมื้อกลางวัน เป็นอะไรที่สนุกมาก ทั้ง กินข้าว นั่งเม้าท์

บางทีก็มีปรึกษากันเรื่องคนไข้แต่ละอาการ ว่าให้การบำบัดแบบนี้ โอเคไม๊ ?

แต่ก็ไม่ถึงขั้น ข้ามเส้นนะ เราต้องให้ความเคารพกันและกันด้วย

เรื่องที่ทำให้หนักใจคือ เรื่องการเดินทางนี่แหละ อันเนื่องมาจากหอพักที่เราอยู่

มันไกลจากที่ทำงาน ถามว่าระยะทางไกลไม๊ ไม่นะ นั่งรถเมล์สองป้าย

แต่ก็อย่างที่รู้ๆกันว่า กทม. ทุกหย่อมหญ้าย่อมรถติด

ดังนั้น เราต้องเผื่อเวลาในการเดินทางประมาณ 45 นาทีเลยหล่ะ

แล้วยิ่งเราเป็นคนที่ทำอะไรช้ามากเลยต้องเผื่อเวลาแต่งตัวอีก 1 ชั่วโมง

ดังนั้น เราต้องตื่นก่อนประมาณ 2 ชั่วโมง ฮ่าๆๆๆๆ บ้าไปแล้ว

เคยมีวันนึงที่เราตื่นสาย โอ้ว ชิท ไปถึงที่ทำงาน 08.30 น. เป๊ะ !!!!

เราเป็นคนเชียงใหม่ ช่วงวันแม่ที่ผ่านมามีแต่คนถามว่า กลับบ้านไม๊

เราก็ได้แต่ส่ายหน้า แล้วบอกว่า ไม่กลับค่ะ ไม่ใช่ไม่อยากกลับนะ

อยากกลับ อยากกลับไปหาสังคมที่คุ้นเคย แต่ก็คิดอีกที

กลัวจะไม่อยากกลับมาอ่ะเซ่ เพิ่งมาไม่ถึงเดือนเลยนะ

ดีจริงที่สมัยนี้เทคโนโลยีมันทำให้คนเราใกล้กันได้มากขึ้น

ไม่งั้นนะ เราคงคิดถึงพ่อกะแม่จนต้องนอนร้องไห้ ตาบวมแน่เลย T^T

ตอนนี้ชีวิตในเมืองกรุงกำลังจะโอเคละ เราสามารถไปไหนมาไหนคนเดียวได้มากขึ้น

สามารถกินข้าวคนเดียว เดินห้างคนเดียว ดูคอนเสริต์คนเดียว

ภูมิใจจัง เก่งเหมือนกันนะเนี่ย (ไหง ชมตัวเองซะงั้น  -“-)

แต่ก็ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่น่าตื่นเต้น และเรายังไม่คุ้นกะความเป็น กทม. เลยอ่ะ

เอาเป็นว่าเราจะค่อยๆปรับตัวเข้ากะเธอนะ กทม.

เพราะเราเป็นคนดั้นด้นเข้ามาอยู่กะเธอเอง เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากะเธอสินะ

เรารู้ว่าเธอน่ารัก มีอีกหลายๆมุมที่เรายังไม่เคยเห็น

แต่แน่นอนว่า อีกไม่นาน เราก็คงเจอมุมนั้นของเธอ

ตอนนี้มีลิสต์ สถานที่หลายๆสถานที่มากเลยที่เราอยากไป

เอาไว้มีเพื่อนไปแล้วเราจะตามหาเธอเองนะ BKK J

[[[[ต้องขอบคุณหนังสือ BKK kukik guid ของ สำนักพิมพ์ pollkadot ของพี่ตุ๊กตานะค่ะ

ทำให้เราเห็นมุมเล็กๆ น่ารักๆ ของ BKK ขอบคุณค่ะ]]]]

เอนทรี่นี้ รู้สึกได้ว่าเขียนไม่ค่อยสนุกเลยอ่ะ เนื้อหามัน อึนๆ อ่ะ ยังไงก็ทนอ่านนิดส์นึงนะค่ะ

จขบ. ก็พิมพ์ไป อ่านไป มันก็ อึนๆอ่ะ 

{#emotions_dlg.foot_in_mouth}{#emotions_dlg.foot_in_mouth}{#emotions_dlg.foot_in_mouth}{#emotions_dlg.foot_in_mouth}{#emotions_dlg.foot_in_mouth}

 

edit @ 19 Aug 2011 20:21:51 by Tangmo Talala

คนเดียวเท่านั้น

posted on 19 Jun 2011 18:52 by chntr-tangmo
ส่วนตัวแล้ว เราเชื่อว่า มีคนหลายๆคนที่มีอาการเดียวกับเรา นั่นคือ การไม่กล้าทำอะไรคนเดียว เช่น การนั่งกินข้าวคนเดียว การไปดูหนังคนเดียว การไปช้อปปิ้งคนเดียว หรืออะไรต่อมิอะไรที่มีคำต่อท้ายว่า คนเดียว ไม่รู้สิ มันทำให้รู้สึกโดดเดียวดายมากอ่ะ เพราะเคยเห็นเหตุการณ์หนึ่งที่มันเศร้ามากอ่ะ คือ มันเป็นเวลาช่วงเกือบเที่ยง ณ หน้าตึกโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์รวมของความวุ่นวายด้านการจราจรอันดับหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เราสังเกตเห็นคุณลุงแก่ๆคนนึง กะลังนั่งทานข้าวอยู่คนเดียว Tongue outTongue out แล้วแว๊บนั้น เราก็รู้สึกได้ว่า เฮ้ย ทำไมการกินข้าวคนเดียวมันดูเศร้าขนาดนั้นว่ะ -*- และคิดไว้ในหัวว่า "ชั้นจะไม่มีวันนั่งกินข้าวคนเดียวได้อย่างแน่นอน" ไม่รู้สิ มันเศร้านะ... 
 
แต่มีอยู่วันนึง จำได้ว่ามันเป็นช่วงสอบ เป็นช่วงที่เพื่อนๆจะ Loss Connect กันไปประมาณนึง แล้วกิจกรรมที่จะมานั่งกินข้าวร่วมกันเหมือนตอนก่อนไปเรียนมันก็จะหายไป จำได้ว่ามันเป็นวันที่สอบ 9 โมงเช้าลากยาวไปจนถึงเที่ยง ด้วยความที่คิดถึงเรื่องปากท้องเป็นสำคัญ จึงวางแผนไว้ว่า ต้องมากินข้าวก่อนแล้วจึงไปสอบ เพราะไม่อย่างนั้นคงมีอาการ หิวระหว่างสอบและมันจะทำให้การสอบนั้นไม่ราบรื่นเป็นแน่ เราจึงต้องมาถึงโรงอาหารในเวลาประมาณ 8.00 น. เพื่อไม่ให้เกิดความเร่งรีบมากเกินไป ดังนั้นเราจึงต้องตื่นนอน 7.00 น. ป๊าด สอบ 9.00 น. แต่เล่นตื่นเอา 7.00 น. ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นเค้าคงเอาเวลาไปอ่านหนังสือ ทบทวนกันอีกรอบสองรอบ แต่ชั้นเลือกที่จะหาไรกิน -*- และนั่นจึงเป็นการกินข้าวคนเดียว ((ในที่สาธารณะ)) มื้อแรกในชีวิต โอ้วววววว มันเป็นอันกินข้าวอ่ะ มันเหมือนมีสายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ว่า คุณกำลังทำอะไร [คิดไปเองทั้งนั้น ใครเค้าจะมาสนใจ คุณไม่ใช่ ซุปตาร์นะย่ะ :P ดังนั้นจึงได้แต่รีบๆๆๆกินเพื่อให้ได้ออกจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ นะ.... ไม่สนุกเอาเสียเลยการกินข้าวคนเดียว แต่หลังจากนั้นมาก็มีโอกาสได้กินข้าวคนเดียวอีกหลายๆครั้ง ซึ่งก็เหมือนทำให้เราไม่ได้รู้สึกแย่เท่าตอนแรกเท่าไหร่นัก เพราะบางครั้งเราก็จะเจอคนรู้จักที่เราสามารถไปนั่งทานข้าวด้วยได้ แต่ถ้าให้เลือกแล้วก็ เราก็เลือกที่จะทานข้าวร่วมกับเพื่อนๆมากกว่านะ เคยมีช่วงหนึ่งที่ต้องฝึกงานตั้งแต่แปดโมงลากไปจนถึงเที่ยงดังนั้นเมื่อจอดรถที่คณะแล้วต้องโทหาเพื่อนทุกเช้าว่า อยู่ไหนแล้ว ทานข้าวกัน แล้วเราก็จะมีเพื่อนไปทานข้าวด้วยทุกเช้า [ปล. ขอบคุณแตงโมมากๆน้าที่เป็นเพื่อนที่มาทานข้าวเช้าด้วยเกือบจะทุกเช้าเลย ^___^]
 
แต่แล้วชีวิตคนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเรียนจบ ก็ต้องหางานทำ และการไปหางานทำนั้นก็ทำให้เราได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้และได้ทำ (งง !!!) เช่น การไปกินข้าวคนเดียวในร้านอาหารในห้าง การไปเดินซื้อของคนเดียวในห้าง การเดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียว โอ้วววววว เยอะ !!! จำได้เลยว่า อาหารมื้อแรกที่ต้องทานคนเดียวในห้างคือ KFC แล้วเป็น KFC ในช่วงปิดเทอมที่พ่อแม่มักพาลูกๆมาเดินเล่นและเด็กๆมักจบด้วย KFC KFC KFC ส่วนตัวคิดว่าเพราะ KFC มีพื้นที่ที่มีของเล่นเหมือนในสนามเด็กเล่นขนาดย่อมๆเลยทีเดียว ดึงดูดชะมัด !!! จำได้ว่า มื้อนั้น นั่งทำใจทานข้าวอยู่นานมาก กินไปด้วย ดูเด็กๆไปด้วย เล่น Facebook // Twitter ไปด้วย สรุปแล้ว ร่วมๆ ชั่วโมงเลยนะ เก่งมากกกกก ขอเสียงปรบมือด้วยค่ะ Weewwwwwwwwwww
 

 
ต่อด้วยประสบการณ์การเดินทางคนเดียวหลายต่อหลายครั้งในการไปหางาน สมัครงาน สัมภาษณ์งาน เมื่อมาถึงวันนี้ เรานับถือตัวเองนะ ที่ทำอะไรด้วยตัวเองได้มากมายถึงขนาดนี้อ่ะ เพราะก่อนหน้านี้อย่าแต่แต่จะคิดเลยไอ้เรื่องที่ต้องทำอะไรคนเดียวเนี่ย Say NO!!! ประสบการเดินห้างในเมืองกรุงคนเดียว  และการดูคอนเสริตคนเดียวน้องก็เคยมาแล้วนะคร้าาาา แซ่บเว่อร์อ่ะ สนุกดีนะ
 
สุดท้าย อยากบอกคนที่ยังไม่กล้าจะทำกิจกรรมอะไรคนเดียวว่า สู้สู้นะค่ะ มันแซ่บมาก อยากให้ลอง SmileSmile
 

edit @ 20 Jun 2011 21:37:17 by Tangmo Talala